วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

เทคนิคกำหนดแรงกระจายบนผิวไม่เท่ากัน (Nonuniform Distribution)

การกำหนดแรงกระทำบนชิ้นงานเรามักจะทำให้แรงกระจายเท่าๆกันบนพื้นผิว  แต่ในบางงานแรงที่กระจายบนอาจจะไม่เท่ากัน  เช่น แรงดันน้ำในเขื่อน  เป็นต้น  ยิ่งมีน้ำมีระดับความลึกมาก  แรงดันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามระดับความลึก  ซึ่งวิธีการกำหนดแรงกระทำแบบนี้ในโปรแกรม SolidWorks สามารถทำได้โดยการสร้างสมการสำหรับการกระจายแรงขึ้นมา  ซึ่งในเรื่องระดับความลึกของน้ำนั้นจะมีสมการดังต่อไปนี้
ถ้าเราลองแทนค่าความหนาแน่นของน้ำและความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วง  เราก็จะได้สมการสำหรับคำนวณแรงดันที่แต่ละระดับความลึกดังนี้
หลังจากที่เราได้สมการกันแล้ว  ก็เข้ามาที่โปรแกรม SolidWorks เพื่อกำหนดค่าแรงดันตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. การกำหนดระดับผิวน้ำโดยการสร้าง Coordinate
     - ไปที่แถบ Feature >> คลิกลูกศรใต้คำสั่ง Reference Geometry >> คลิกเลือก Coordinate System

     - คลิกเลือกจุดที่เป็นผิวน้ำ >> กำหนดทิศทางแกน Y ให้มีทิศทางลงด้านล่าง
     - คลิกที่เครื่องหมายติ๊กถูก

2. การกำหนดแรงดันกระจายบนพื้นผิว
     - คลิกขวาที่ External Load >> คลิกเลือก Pressure

     - คลิกเลือกผิวที่ได้รับแรงดันน้ำ
     - เลือกหน่วย N/m2
     - พิมพ์ค่า 1 N/m2
     - ติ๊กถูกที่ช่อง Nonuniform Distribution
     - คลิกเลือก Coordinate System ที่สร้างเอาไว้
     - เลือกหน่วยเป็น m
     - คลิกเลือก Edit Equation โปรแกรมจะปรากฏหน้าต่างสำหรับใส่สมการแรงดันขึ้นมา
     - พิมพ์สมการ “ 9810*’y’ 
     - คลิกเลือกเครื่องหมายติ๊กถูก  เพื่อออกจากหน้าต่างกำหนดสมการ
     - คลิกเลือกเครื่องหมายติ๊กถูก  เพื่อสิ้นสุดการกำหนด Pressure

เพียงเท่านี้เราก็จะได้แรงกระจายบนพื้นผิวไล่ตามลำดับความสูงแล้ว  ส่วนที่เหลือคือการกำหนดค่าวัสดุ  จุดจับยึด  และการสร้าง Mesh ตามปกติ

สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาโปรแกรม SolidWorks Simulation อย่างจริงจังแต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี  ก็สามารถซื้อแผ่นสอนไปเรียนรู้ด้วยตัวเองได้  เพราะเนื้อหาในแผ่นสอนได้อธิบายตั้งแต่ทฤษฎีและการเริ่มต้นใช้งาน เพื่อให้ผู้ที่ไม่เคยทำงานวิเคราะห์มาก่อนสามารถเรียนรู้เข้าใจได้  ไปจนถึงการใช้งานระดับสูงเพื่อวิเคราะห์งานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

ดูรายละเอียดแผ่นสอน SolidWorks Simulation ต่าง คลิกที่นี่

รับสอนหรือปรึกษาการใช้งาน SolidWorks Simulation 
คุณพลวัฒน์ (บอล)
Tel. 087-489-7265
Line ID : ballastro
E-mail : sim.adviser@gmail.com
FB : SolidWorks Simulation Adviser

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ความถี่ธรรมชาติคืออะไร (What is Natural Frequency? )

การวิเคราะห์งานสั่นสะเทือนเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่าเข้าใจค่อนข้างยาก  และสำหรับคนที่เข้าใจแล้วก็ยังอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ยากด้วย(เรื่องนี้กำลังประสบกับตัวเองอยู่ 555)  ดังนั้นก่อนเราจะไปถึงจุดนั้น  เรามารู้จักเรื่องพื้นฐานของการวิเคราะห์การสั่นสะเทือนกันก่อน  นั่นก็คือเรื่องความถี่ธรรมชาตินั่นเอง

ถ้าหากเราออกแรงกระทำชิ้นงาน  ทำให้ชิ้นงานเริ่มเกิดการสั่นหรือแกว่ง  ความถี่ที่ชิ้นงานสั่นหรือแกว่งนั้นจะเท่ากับความถี่ธรรมชาติ  เช่น  เราออกแรงผลักชิงช้าให้แกว่ง  ความถี่ที่ชิงช้าแกว่งไปมาก็คือความถี่ธรรมชาติของชิงช้าตัวนั้นนั่นเอง

แต่ความถี่ธรรมชาติไม่ได้มีแค่ค่าเดียว  ในความเป็นจริงความถี่ธรรมชาติมีได้เป็นอนันต์ค่า  หรือพูดง่ายๆคือมีเยอะแยะมากมายจนนับไม่ถ้วน  ซึ่งความถี่ธรรมชาติแต่ละค่าจะทำให้ชิ้นงานสั่นไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าเราเอาเชือกมาแกว่งที่ความถี่ค่าหนึ่ง  เชือกก็จะสั่นรูปแบบหนึ่ง  ถ้าเราแกว่งให้เร็วขึ้น(เพิ่มความถี่ให้มากขึ้น)  เชือกก็จะสั่นเหมือนมี Loop มากขึ้น  ซึ่งลักษณะการสั่นที่เกิดขึ้นแบบหนึ่งๆ  เราเรียกว่า Mode Shape  ดังนั้นชิ้นงานหนี่งๆก็จะมีหลาย Mode Shape เช่นเดียวกับความถี่ธรรมชาติ
การที่เราออกแรงกระทำจากภายนอก  โดยที่แรงกระทำนั้นมีความถี่ในการสั่นเท่ากับความถี่ธรรมชาติ  ก็จะทำให้ชิ้นงานเกิดการสั่นที่รุนแรงขึ้น  เราเรียกว่า เกิดการสั่นพ้อง (Resonance) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ชิ้นงานเกิดความเสียหายได้  แต่ถ้าหากเราออกแรงกระทำไม่ตรงกับความถี่ธรรมชาติ  การสั่นพ้องก็จะไม่เกิดขึ้น  และชิ้นงานก็ไม่สั่นรุนแรง (ลองนึกถึงกรณีแกว่งเชือก  ถ้าเราแกว่งมั่วๆ  เชือกก็จะไม่ออกมาเป็น loop หรือการแกว่งชิงช้า  ถ้าเราผลักไม่ตรงจังหวะ  ชิงช้าก็จะแกว่งน้อยลง)

ภาพด้านล่างจะแสดงรูปแบบของการสั่นพ้องของแผ่นเหล็กที่ความถี่ต่างกัน  โดยเราสามารถทดลองจริงหรือใช้โปรแกรม SolidWorks Simulation ช่วยในการวิเคราะห์ก็ได้ (รูปภาพการทดลองจริงนำมาจากวีดีโอใน Youtube ตามลิ้งนี้ )
ในโปรแกรม SolidWorks เองก็มีฟังชั่น Frequency ที่ช่วยหาความถี่ธรรมชาติของชิ้นงานที่เราออกแบบ  ซึ่งการนำไปใช้ก็คือ
1. เราต้องรู้ก่อนว่าชิ้นงานที่เราออกแบบจะเอาไปใช้ในสภาวะแบบไหน  เช่น จะออกแบบฝาปิดเครื่องซักผ้า  เราก็ต้องรู้ว่าตอนที่เครื่องซักทำงาน  มีการสั่นที่ความถี่เท่าไร  ผมขอสมมติว่าเครื่องซักผ้ามีการสั่น 30 Hz
2. หลังจากที่รู้สภาวะที่จะนำไปใช้งานแล้ว  เราก็จะรู้ว่าฝาปิดที่ต้องออกแบบ  จะต้องมีความถี่ธรรมชาติไม่เท่ากับ 30 Hz (ความถี่จะมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ได้  แต่ส่วนใหญ่จะออกแบบให้มากกว่าที่ระบุไว้กัน)  เพื่อหลีกเลี่ยงการสั่นที่รุนแรง  ซึ่งขั้นตอนนี้โปรแกรม SolidWorks Simulation จะเข้ามาช่วยหาความถี่ธรรมชาติให้ได้
3. ถ้าหากวิเคราะห์ออกมาแล้ว  พบว่าความถี่ธรรมชาติของชิ้นงานที่ออกแบบมีค่าเท่ากับ  หรือใกล้เคียงกับ 30 Hz เราก็พอจะสรุปได้ว่าหากนำชิ้นงานนี้ไปใช้งาน  อาจจะเกิดการสั่นรุนแรงได้  ดังนั้นเราก็ต้องแก้ไขโมเดล  เปลี่ยนตำแหน่งจับยึด  เปลี่ยนวัสดุ ฯลฯ เพื่อให้ค่าความถี่ธรรมชาติไม่ตรงกับ 30 Hz

สรุปสิ่งที่ฟังชั่น Frequency ทำได้
1. แสดงค่าความถี่ธรรมชาติของชิ้นงานได้
2. แสดงลักษณะการสั่น (Mode Shape) ที่แต่ละความถี่ธรรมชาติ

สิ่งที่ฟังชั่น Frequency ทำไม่ได้
1. ไม่สามารถแสดงขนาดของการสั่นได้ (ไม่ทราบระยะที่ชิ้นงานโยกไป)  แถบสีที่แสดงระยะที่ชิ้นงานโยกไปในฟังชั่น Frequency ถือว่าไม่มีนัยสำคัญ  เนื่องจากถ้าชิ้นงานสั่นที่ความถี่ธรรมชาติต่อไปเรื่อยๆ  ชิ้นงานก็จะสั่นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน  จนชิ้นงานเกิดความเสียหายในที่สุด  ดังนั้นเราจึงทราบได้แค่ทิศทางของการสั่น  แต่ไม่ทราบขนาดของการสั่น
2. ไม่สามารถแสดงค่า Stress, Strain จากการสั่นได้  ซึ่งก็เป็นเหตุผลเดียวกับข้อแรก
3. ถ้าหากต้องการทราบค่า Stress, Displacement, Strain จะต้องใช้การวิเคราะห์แบบ Linear Dynamic ซึ่งเป็นอีกฟังชั่นหนึ่งในโปรแกรม SolidWorks Simulation

ถ้าหากใครสนใจเรื่องการวิเคราะห์ความถี่ธรรมชาติ  สามารถสั่งซื้อแผ่นสอน Simulation Professional ได้  ดูรายละเอียดในแผ่นสอน คลิกที่นี่

สอบถามรายละเอียดเพื่มเติมได้ที่
คุณพลวัฒน์ (บอล)  รับวิเคราะห์  ให้คำปรึกษา  และสอนโปรแกรม SolidWorks Simulation
Tel. 087-489-7265
Line ID : ballastro
E-mail : sim.adviser@gmail.com
FB : SolidWorks Simulation Adviser

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หลักสูตรอบรมการใช้โปรแกรม SolidWorks Simulation สำหรับวิเคราะห์งานโครงสร้าง

คือ หลักสูตรที่เน้นการวิเคราะห์งานเหล็กรูปพรรณที่นำมาประกอบเป็นโครงสร้างต่างๆ เช่น การวิเคราะห์โครงสร้าง Plant, การวิเคราะห์สะพาน, ปัญหางานโครงถัก, โครงรถแข่ง ฯลฯ  โดยเนื้อหาในหลักสูตรจะประกอบไปด้วย
-  การเตรียมโมเดลให้เหมาะกับการวิเคราะห์
-  วิธีการเลือกและใช้งาน Mesh ให้เหมาะกับงานวิเคราะห์
-  วิธีการกำหนดแรงและจุดจับยึดแบบต่างๆ
-  การวิเคราะห์โครงสร้างที่ประกอบกันด้วย Bolt
-  ปัญหาที่มักพบและวิธีแก้ไข

วันที่อบรม

-  วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2559  เวลา 9.00-16.00

สถานที่อบรม

คอนโด M phayathai ใกล้ BTS อนุสาวรีย์สมรภูมิ (ห่างกัน 200 เมตร)

ค่าอบรม  3,000 บาท

ขั้นตอนการลงทะเบียน

-  ชำระค่าอบรมโดยโอนเงินมาที่
บัญชี  นายพลวัฒน์   ไพรไพศาลกิจ

  สาขา  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  บางเขน
  - ธนาคารไทยพาณิชย์   เลขบัญชี  235-207904-0
  - ธนาคารกสิกรไทย       เลขบัญชี  694-2-00704-1
- หลังจากโอนเงินแล้ว คลิกที่นี่เพื่อลงทะเบียน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

คุณพลวัฒน์ (บอล)
Tel. 087-489-7265
Line ID : ballastro
E-mail : sim.adviser@gmail.com

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วิธีหาแรงทีต้องใช้ดันชิ้นงานให้ได้ระยะที่ต้องการ (List Result Force)

บทความนี้จะขอเสนอวิธีการหาขนาดของแรงที่ต้องใช้เพื่อดันหรือง้างชิ้นงานให้ได้ระยะตามที่ต้องการ  โดยวิธีที่จะกล่าวต่อไปนี้อาจจะทำตรงข้ามกับสิ่งที่เราวิเคราะห์มา  กล่าวคือปกติแล้วเราจะกำหนดแรงกระทำ  แล้วค่อยดูว่าชิ้นงานมีการเสียรูป(Displacement)เท่าไร  แต่คราวนี้สิ่งที่เรารู้คืออยากจะให้ชิ้นงานงอไปเท่านี้  จะต้องใช้แรงเท่าไรนั่นเอง

ในบทความนี้จะขอยกตัวอย่างงานขึ้นมาตัวนึงเพื่ออธิบายวิธีการละกันนะครับ
งานที่เราจะวิเคราะห์คือ Clip Lock ซึ่งเวลานำไปใช้งาน  ตำแหน่งสลัก(ที่วงกลมสีแดงไว้)จะต้องถูกบีบเข้ามา  ถึงจะเลื่อนไปเข้าล๊อคได้  ซึ่งถ้าเราออกแบบตรงก้านสลักไม่ดี  เวลาชิ้นงานถูกบีบก้านก็จะหัก  ดังนั้นเราจะมาวิเคราะห์กันว่าถ้าก้านสลักถูกบีบเข้ามาแล้ว  จะเกิดความเสียหายหรือไม่
ขั้นแรกเราก็ต้องวัดกันก่อนว่าชิ้นตัวสลักจะต้องถูกบีบเข้ามาเท่าไร  ซึ่งในที่นี้ผมวัดมาให้แล้วว่าต้องถูกบีบเข้ามา 1.5 mm
หลังจากทราบแล้วว่าจะบีบสลักเข้ามาเท่าไร  ก็เข้าไปที่ฟังชั่น Simulation แล้วใช้คำสั่ง Fixture เพื่อกำหนดตำแหน่งและระยะที่เราจะบีบชิ้นงาน  ซึ่งปกติแล้วเรากำหนด Fixture เพื่อให้ชิ้นงานไม่ขยับ  แต่เราสามารถใช้ Fixture เพื่อกำหนดให้ชิ้นงานขยับตามที่เราต้องการได้
สำหรับการกำหนดระยะที่จะดันชิ้นงานก็มีเพียงเท่านี้เองนะครับ  ที่เหลือก็ตั้งค่าตามปกติแล้ว Run ดูผลลัพธ์ได้เลย (ในบทความนี้จะขอลงรายละเอียดไปที่การเทคนิคตามหัวข้อ  จึงขอข้ามการตั้งค่าอื่นๆ เช่น การใส่วัสดุ  การกำหนดจุดจับยึด  และการสร้าง Mesh ไป) 
หลังจากที่เราได้ผลลัพธ์กันมาแล้ว  คราวนี้เราจะมาดูว่าแรงที่ต้องใช้เพื่อดันสลักให้ยุบลงมา 1.5 mm จะต้องใช้แรงเท่าไรกัน  โดยให้เราไปคลิกขวาที่ Result >> เลือก List Result Force
จากนั้นให้เราคลิกเลือกผิวหรือขอบหรือจุดที่เรากำหนด Fixture เพื่อดันชิ้นงานไปในตอนแรก (ตัวอย่างนี้ออกแรงดันที่ขอบ  ดังนั้นจึงคลิกเลือกเส้นขอบ) >> กดปุ่ม Update >> เพียงนี้เราก็จะทราบแรงที่ต้องใช้แล้วนะครับ
สำหรับตัวอย่างข้างต้นเป็นการวิเคราะห์แบบ Static ดังนั้นจึงไม่สามารถวิเคราะห์ถึงขั้นที่ว่า  ต้องใช้แรงเท่าไรในการดันสลักตัวนี้ให้เข้าล็อค  แต่ถ้าใช้การวิเคราะห์แบบ Non-linear ก็สามารถทำงานตามที่ว่าได้นะครับ  โดยโปรแกรมจะแสดงผลออกมาเป็นกราฟให้เลยว่าต้องใช้แรงดันเท่าไรบ้าง
จากรูป  เราจะเห็นกราฟสีแดง  ซึ่งแดงขนาดของแรงดันที่ต้องใช้ดันด้านท้ายของ Clip Lock ซึ่งจะเห็นว่าต้องใช้แรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงที่สุด Clip Lock ก็ลงร่องพอดี  แรงที่ใช้ดันก็จะกลับไปเป็นศูนย์

ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับหลายๆท่านได้นำไปใช้งานกันนะครับ

สอบถามรายละเอียดเพื่มเติมได้ที่
คุณพลวัฒน์ (บอล)  รับวิเคราะห์  ให้คำปรึกษา  และสอนโปรแกรม SolidWorks Simulation
Tel. 087-489-7265
Line ID : ballastro
E-mail : sim.adviser@gmail.com
FB : SolidWorks Simulation Adviser

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สอนวิเคราะห์ Spring แบบ Non-linear

ผมเคยอธิบายความแตกต่างระหว่างงานวิเคราะห์แบบ Static และ Non-linear กันไปบ้างแล้ว  คราวนี้ลองมาดูวิธีการใช้งานฟังชั่น Non-linear กันบ้างนะครับ  ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะละเอียดกว่าการวิเคราะห์ด้วยฟังชั่น Static เพราะเราจะได้ผลลัพธ์ทุกๆช่วงเวลาที่เราใส่แรงกระทำลงไป  ส่วนเรื่องการใช้งานก็ลองดูในวีดีโอกันได้เลยครับ


หากข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่

คุณพลวัฒน์ (บอล)  รับวิเคราะห์  ให้คำปรึกษา  และสอนโปรแกรม SolidWorks Simulation
Tel. 087-489-7265
Line ID : ballastro
E-mail : sim.adviser@gmail.com
FB : SolidWorks Simulation Adviser

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ทำไมวิเคราะห์ Motion Analysis แล้ว Motor มีแรงเป็น 0 (How to define friction in Motion Analysis?)

มีคำถามที่หลายๆคนถามผมมาว่า  ทำไมลองวิเคราะห์ Motion แล้วแรงบิดของมอเตอร์ที่ใช้ถึงน้อยมากหรือบางทีก็เป็น 0 ไปเลย  จึงได้เรื่องมาเขียนเป็นบทความนี้ขึ้นมานะครับ

ขั้นแรกเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าแรงบิดที่มอเตอร์ต้องใช้เพื่อขยับระบบกลไกต่างๆ  จะต้องไปสู้กับแรงต่างๆ เช่น น้ำหนัก  แรงดัน  หรือแรงบิดที่มาจากภายนอก  และที่สำคัญที่สุดคือแรงเสียดทาน
แรงเสียดทานจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่มีทิศทางตั้งฉากกับผิวสัมผัส  ดังนั้นเราจะเห็นว่ายิ่งของหนัก  เราก็ต้องยิ่งออกแรงเพื่อสู้กับแรงเสียดทานมากขึ้น เช่น ออกแรงดันรถเก๋งกับรถบรรทุก  รถบรรทุกที่หนักกว่าก็ต้องใช้แรงเยอะกว่าถึงจะดันให้เคลื่อนที่ได้

คราวนี้เราลองมาดูในโปรแกรม SolidWorks กันบ้าง  สมมุติว่าเราจะเขียนโมเดลรถและถนน  จากนั้นก็เอามาประกอบกันใน Assembly โดยกำหนด Mate ระหว่างล้อรถกับพื้นถนนเพื่อให้ล้ออยู่ชิดกับถนนพอดี  ซึ่งการทำแบบนี้คือสาเหตุที่ทำให้มอเตอร์ที่เรากำหนดเพื่อดันรถมีค่าเป็น 0  เพราะว่าหากเรากำหนด Mate ที่จุดใดก็ตาม  ตรงจุดที่เรากำหนดนั้นจะมีค่าแรงเสียดทานเป็น 0 (ยกเว้นว่าเรากำหนดในฟังชั่น Mate ว่าให้คิดแรงเสียดทานด้วย)  พอไม่มีแรงเสียดทานทำให้เราแทบไม่ต้องออกแรง  เราก็สามารถดันรถให้เคลื่อนที่ได้

วิธีการแก้ไข

ผมขอแยกเป็น 2 กรณีดังนี้นะครับ
1. กรณีที่เราสามารถปิดคำสั่ง Mate และใช้การกำหนด Contact แทน
     - วิธีนี้จะได้ความแม่นยำมากที่สุด  เนื่องจากเราสามารถกำหนดค่าสัมประสิทธิ์ของแรงเสียดทานสถิตย์(ค่าแรงเสียดทานตอนที่ชิ้นงานยังอยู่นิ่ง)  และแรงเสียดทานจลน์(ค่าแรงเสียดทานตอนที่ชิ้นงานเริ่มขยับไปแล้ว  ซึ่งปกติจะมีค่าน้อยกว่าค่าสัมประสิทธ์แรงเสียดทานสถิตย์ นึกถึงตอนเข็นรถ  แรงที่ใช้เพื่อให้รถเริ่มเคลื่อนที่จะมากกว่าแรงที่ใช้ตอนรถขยับได้แล้ว)
     - ข้อดี คือ กำหนดได้ง่าย  และผลลัพธ์ค่อนข้างเสมือนจริง  เพราะโปรแกรมจะตรวจสอบจุดสัมผัสจริง
     - ข้อเสีย คือ จะใช้เวลาวิเคราะห์ค่อนข้างนาน  เพราะโปรแกรมต้องคอยตรวจสอบจุดที่ชิ้นงานสัมผัสกัน

2. กรณีที่เรากำหนดค่าสัมประสิทธ์แรงเสียดทานที่คำสั่ง Mate
     - วิธีนี้จะกำหนดค่าสัมประสิทธ์แรงเสียดทานได้แค่ค่าเดียว  ดังนั้นถ้าเรากำหนดค่าสัมประสิทธ์แรงเสียดทานสถิตย์  ผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ  มอเตอร์จะใช้กำลังมากกว่าความเป็นจริง(แต่ก็ถือเป็นข้อดี  เพราะมีการเผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้)
     - ข้อดี คือ คำนวณได้เร็ว  เพราะในการกำหนดเราจะข้อมูลแต่ละอย่างเป็นตัวเลขไว้แล้ว  ไม่ว่าจะเป็นค่าสัมประสิทธ์แรงเสียดทานและพื้นที่ที่สัมผัส  ดังนั้นโปรแกรมจึงใช้การประมวลผลน้อยกว่าแบบแรก
     - ข้อเสีย คือ ต้องเข้าไปกำหนดใน Mate แต่ละอัน  ดังนั้นหากมี Mate จำนวนมาก  ก็ต้องใช้เวลาในการกำหนดค่าเยอะ

สรุปคือถ้าเราต้องการทราบแรงมอเตอร์ที่ต้องใช้งานจริงๆ  ก็จะต้องมีการคิดเรื่องแรงเสียดทานเข้าไปด้วย  โดยสำหรับบางงานเรื่องแรงเสียดทานเป็นเรื่องหลักที่เรามอเตอร์เราต้องออกแรงสู้ เช่น การหาขนาดของมอเตอร์สำหรับแท่นหมุน(ผมเจอคำถามงานนี้ค่อนข้างบ่อย)  การหาแรงผลักชิ้นงานให้เคลื่อนที่บนทางราบ  การหามุมเอียงที่ทำให้ชิ้นงานเริ่มเลื่อนไถลลงมา เป็นต้น  สำหรับเรื่องพวกนี้เราอาจจะต้องกำหนดแรงเสียดทานกันให้ครบ

แต่สำหรับงานบางอย่าง เช่น การหาแรงบิดมอเตอร์ที่ขับเคลื่อนเกียร์ต่างๆ  การวิเคราะห์พวกแม่แรง(มีระบบกลไกเป็นตัวช่วย  ไม่ได้ใช้แรงมอเตอร์ไปยกชิ้นงานตรงๆ) ฯลฯ พวกระบบแบบนี้อาจจะไม่ต้องกำหนดแรงเสียดทาน  เพราะถ้าจะทำจริงอาจจะค่อนข้างเหนื่อยเพราะมีการจุดที่เรา Mate หลายๆจุดมาก  ผมแนะนำว่าให้เราคำนวณกำลังมอเตอร์ที่ใช้  แล้วค่อยคูณ factor เพื่อทดแทนแรงเสียดทานไป เช่น คำนวณจาก Motion Analysis พบว่าต้องใช้มอเตอร์กำลัง 100 W  เราอาจจะเผื่อไว้ว่ามีแรงเสียดทานอยู่ 20%  ดังนั้นเราต้องหามอเตอร์กำลัง 100X1.2 = 120 W มาใช้ เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาการใช้งานโปรแกรม SolidWorks Motion Analysis ก็สามารถสั่งซื้อแผ่นสอนไปเรียนรู้ด้วยตัวเองได้นะครับ

รายละเอียดในแผ่นสอน Motion Analysis คลิกที่นี่

แผ่นสอน SolidWorks Simulation อื่นๆ คลิกที่นี่

ขั้นตอนการสั่งซื้อ  คลิกที่นี่

สอบถามรายละเอียดเพื่มเติมได้ที่
คุณพลวัฒน์ (บอล)  รับวิเคราะห์  ให้คำปรึกษา  และสอนโปรแกรม SolidWorks Simulation
Tel. 087-489-7265
Line ID : ballastro
E-mail : sim.adviser@gmail.com
FB : SolidWorks Simulation Adviser

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

คอร์สสอน SolidWorks Simulation เบื้องต้น (รอบ 2)

คือ หลักสูตรอบรมการใช้งานฟังชั่น SolidWorks Simulation 1 วัน เพื่อปูพื้นฐานสำหรับงานวิเคราะห์ซึ่งมีอยู่หลากหลาย Module ได้แก่
1. Strength Analysis คือ การวิเคราะห์ความแข็งแรงของชิ้นงานทั้ง Part และ Assembly โดยใช้กระบวนการทาง FEA ซึ่งเราจะทราบตำแหน่งที่เกิดความเสียหายของชิ้นงาน การบิดงอ รวมถึงค่าความปลอดภัยของชิ้นงานด้วย
2. Motion Analysis คือ การวิเคราะห์ระบบกลไก เพื่อการลักษณะการเคลื่อนที่ ความเร็ว ความเร่งของเครื่องจักรที่เราออกแบบ รวมถึงแรงบิด กำลังมอเตอร์ ฯลฯ เพื่อช่วยออกแบบสำหรับการสร้างเครื่องจักร
3. Flow Simulation คือ การวิเคราะห์พฤติกรรมของของไหล เช่น ความเร็ว อุณหภูมิ ความดัน ความหนาแน่น ฯลฯ ช่วยให้เรามองเห็นการคุณลักษณะของของไหลได้ง่ายขึ้น

ค่าใช้จ่ายในการอบรม

2,000 บาท/ท่าน

วันที่อบรม

- วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2558 เวลา 9.00-16.00

สถานที่อบรม


คอนโด M phayathai ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS อนุสาวรีย์สมรภูมิ 200 เมตร

จำนวนที่รับสมัคร

6 ท่าน

ขั้นตอนการลงทะเบียน

- ชำระค่าอบรมโดยโอนเงินมาที่
    บัญชี นายพลวัฒน์ ไพรไพศาลกิจ
    สาขา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
    ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขบัญชี 235-207904-0
    ธนาคารกสิกรไทย เลขบัญชี 694-2-00704-1
- หลังจากโอนเงินแล้ว คลิกที่นี่เพื่อลงทะเบียน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม


คุณพลวัฒน์ (บอล)
Tel. 087-489-7265
Line ID : ballastro
E-mail : sim.adviser@gmail.com

***ผู้เรียนจะต้องนำคอมพิวเตอร์มาด้วยตนเอง และมีการลงโปรแกรม SolidWorks มาล่วงหน้าเพื่อความสะดวกในการอบรม (แนะนำลงโปรแกรมเวอร์ชั่น 2011 ขึ้นไป)***